วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สื่อประเภทสื่อฉาย

ประเภทของเครื่องฉาย
     เครื่องฉายมีอยู่หลายประเภทการแบ่งประเภทมีการแบ่งอยู่หลายลักษณะเช่น
1. แบ่งตามระบบการฉาย
        1.1.  ระบบการฉายตรง (Direct Projection)
        เป็นระบบที่แสงจากหลอดฉายส่องตรงผ่าน เลนซ์รวมแสง ผ่านวัสดุฉาย ผ่านเลนซ์ฉาย ออกสู่จอ เช่น ระบบของเครื่องฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายสไลด์และฟิล์มสตริฟ

        1.2. ระบบฉายอ้อม (Indirect Projection) หรือเรียกว่า ระบบแสงส่องสะท้อนผ่านวัสดุฉาย
        แสงผ่านวัสดุฉายและส่วนประกอบอื่น ออกไปสู่จอในลักษณะที่แสงไม่ได้ส่องตรงไปที่เดียว แต่จะมีการสะท้อนเปลี่ยนทิศทาง เช่น ระบบการฉายในเครื่องฉายแผ่นโปร่งใส

      1.3. ระบบแสงส่องสะท้อน(Reflect Projection) หรือแสงส่องสะท้อนที่ไม่ผ่านวัสดุฉาย
        ระบบนี้ แสงจากหลอดฉาย ตกกระทบวัสดุฉาย แล้วสะท้อนผ่านส่วนประกอบอื่น ออกไปสู่จอโดยแสงไม่ผ่านวัสดุฉาย ทั้งนี้เพราะวัสดุที่จะใช้ฉายกับเครื่องประเภทนี้มีความทึบแสง

2.  แบ่งตามลักษณะภาพที่ปรากฏบนจอ
                   2.1  เครื่องฉายภาพนิ่ง  จะให้ภาพนิ่งปรากฏบนจอ  ได้แก่  เครื่องฉายสไลด์  เครื่องฉายฟิล์มสตริป  เครื่องฉายภาพทึบแสง  และเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ  (เครื่องฉายภาพโปร่งใส)  เป็นต้น 
                   2.2  เครื่องฉายภาพเคลื่อนไหว  ภาพที่ปรากฏบนจอจะทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกว่าเคลื่อนไหวเหมือนภาพที่เป็นจริง  ได้แก่  เครื่องฉายภาพยนตร์  เครื่องฉายฟิล์มลู๊ป  เครื่องฉายภาพดิจิตอล
3.  แบ่งตามลักษณะของวัสดุฉาย
                   3.1  เครื่องฉายภาพโปร่งใส  (Transparency Projector)  ซึ่งวัสดุฉายจะเป็นวัสดุโปร่งใสหรือโปร่งแสง  (Transparency Materials)  เช่น  เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ  เครื่องฉายสไลด์  เครื่องฉายฟิล์มสตริป  เครื่องฉายภาพยนตร์  และเครื่องฉายไมโครฟิล์ม  เป็นต้น
                   3.2  เครื่องฉายภาพทึบแสง  (Opaque Projector)  เป็นเครื่องฉายที่ฉายวัสดุทึบแสงซึ่งแสงจะไม่สามารถผ่านวัสดุฉายได้  แต่จะใช้หลักการสะท้อนของภาพแทน
                   3.3. เครื่องฉายภาพดิจิตอล(Digital Projector) เป็นเครื่องฉายที่ใช้วัสดุจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหมือนกับวัดสุฉายที่เป็นลักษณะโปร่งแสงหรือทึบแสง
             เครื่องฉายภาพดิจตอลของ BenQ

4.  แบ่งตามลักษณะการใช้งาน  ซึ่งแต่ละประเภทจะใช้งานในลักษณะต่าง ๆ  เช่น
                   4.1  เครื่องฉายสไลด์ 
                   4.2  เครื่องฉายฟิล์มสตริป 
                   4.3  เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ 
                   4.4  เครื่องฉายภาพทึบแสง
5.  แบ่งตามลักษณะเทคโนโลยีการผลิตเครื่องฉาย
                   5.1  เครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีแบบพื้นฐาน กล่าวคือ เป็นเครื่องฉายใช้อุปกรณ์กลไกที่ไม่ซับซ้อน เป็นเครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีง่ายๆ และใช้กลไกเป็นหลักในการทำงานของเครื่องฉาย  เช่น
                         5.1.1  เครื่องฉายสไลด์ 
                         5.1.2  เครื่องฉายฟิล์มสตริป 
                         5.1.3  เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ 
                         5.1.4  เครื่องฉายภาพทึบแสง 
                   5.2  เครื่องฉายที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเครื่องฉายประเภทที่ใช้อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ เช่นเครื่องฉายภาพดิจิตอล ซึ่งเครื่องฉายดิจิตอลโดยมีการพัฒนามานานพอสมควร  โดยเริ่มจากเครื่องวีดิโอโปรเจ็คเตอร์ที่ใช้หลอดฉายประเภท CRT แล้วพัฒนามาเป็นยุค  LCD ซึ่งในระยะแรก ๆ ยังมีคุณภาพที่ด้อยกว่าชนิดที่ใช้หลอดภาพ CRT  จากนั้นได้มีความพยายามในการพัฒนาในหลาย ๆ เทคโนโลยี เช่น  DLP, D-ILA และ LCOS เป็นต้น อย่างไรก็ตามเครื่องฉายได้รับการพัฒนามาจนถึงปัจจุบันที่สามารถเรียกกันได้ว่าเป็นเครื่องฉายภาพดิจิตอล  เนื่องจากให้คุณภาพของภาพที่คมชัดกว่าเครื่องฉายที่ใช้สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์แอนนาลอกทำให้คุณลักษณะของเครื่องฉายประเภทนี้มุ่งการพัฒนาไปสู่ดิจิตอลมากขึ้น  จนแทบจะกล่าวได้ว่า  เครื่องฉายประเภทที่ใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือเครื่องฉายประเภทที่ใช้อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องฉายที่ใช้ดิจิตอลหมดแล้ว 
 
 ข้อเด่นของสื่อฉาย
        สื่อฉายสามารถ นำเสนอ ภาพ,ตัวหนังสื่อ,อนิเมชั่น ต่างๆให้แก่ผู้ชมจำนวนมากได้เห็นและเข้าใจในสิ่งที่ผู้นำเสนอนั้นนำเสนอได้โดยการนำเสนอเพียงครั้งเดียว เพราะได้เห็นอย่างชัดเจน
 
    ข้อด่อยของสื่อฉาย
        สื่อฉายนั้นต้องการใช้แสงเป็นตัวกลางนำภาพขึ้นสู่จอฉาย เมื่อต้องการใช้แสงต้องมีแหล่งพลังงาน ในการให้กำเนิดแสงนั้นๆต้องใช้กรรมวิธีหลายอย่างจึงจะเกิดเป็นพลังงานขึ้นมาได้ คือ สื่อฉานนี้มีข้อจำกัดในด้านพลังงานที่จะทำให้เกิดแสงนั่นเอง
 
    หลักการใช้สื่อฉาย
        โดยส่วนใหญ่แล้วสื่อฉายจะนำมาใช้ควบคู่กับสื่อเสียง เพื่อให้เกิดมัลติมิเดี่ยให้ความเพลิดเพลิน เช่น การฉายภาพยนต์ในโรงหนัง การดูทีวีในบ้าน หรือแม้กระทั่ง ในการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน แต่หลักๆแล้วก็คือ การทำให้เกิดความเข้าใจในสื่อที่ผู้นำเสนอเสนอต่อผู้ชมโยใช้ระยะเวลาอันสั่น นั่นเอง

สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ออฟไลน์

สื่อออฟไลน์  offline

           สื่อมัลติมีเดียได้พัฒนาขึ้นก่อนในแบบ ออฟไลน์(offline) คือแบบไม่ใช้สายหรือไม่มีการติดต่อกันทางสาย ซึ่งหมายถึง การนำแผ่นดิสก์หรือแผ่นซีดีรอมที่บันทึกข้อมูล มาเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งโดดๆเพียงลำดับเครื่องเดียว (เรียกกันว่าแบบแสตนด์อะโลน(stand alone) แผ่นซีดีรอมใช้อยู่ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใด ภาพและเสียงก็จะแสดงผลอยู่ที่เฉพาะเครื่องนั้น

 ข้อเด่นของสื่อ offline

             สามารถใช้ได้ทุกที่ๆมีคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องต่อกับระบบ network เพราะภายในตัวสื่อนี้มีความพร้อมอยู่แล้ว
ข้อด้อยของสื่อ offline            ไม่สามารถแก้ไข้ข้อมูลได้ตลอดเวลา

หลักการใช้สื่อออฟไลน์   
            เป็นสื่อที่มีข้อมูลข่อนข้างเก่าง่าย และ ยากต่อการปรับปรุงสื่อ offline ที่เป็นที่นิยมกันมากคือ การโฆษณาผ่านหนังสือพิมพ์ แต่สื่อเหล่านี้ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ดังนั้น อาจจะทำในสื่อ offline แบบอื่นๆ เช่น ที่คั่นหนังสือ ทำสติกเกอร์ติดรถ หรือ ใส่เสื้อที่มีชื่อเว็บไซต์ของเราเอง เพราะให้หลายๆ คนมองเห็นและคุ้นตากับ

สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ออนไลน์

สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ ออนไลน์ online
 
ธรรมชาติของสื่อ
สื่อออนไลน์  online
           ต่อมาเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องถูกนำมาเชื่อมโยง โดยใช้สายนำสัญญาณและใช้ซอฟแวร์จัดการให้ข้อมูลในเครื่องหนึ่งไปแสดงผลบนเครื่องอื่นได้ สื่อมัลติมีเดียก็ได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ และถูกนำไปใช้ในประโยชน์ใน ระบบเครือข่ายเล็กๆ (LAN) นั่นคือเริ่มใช้เป็นสื่อแบบออนไลน์ (online) อาศัยสายสัญญาณที่เชื่อมโยงติดต่อกันนั้นนำข้อมูลมัลติมีเดียจาก เครื่องแม่ข่าย (server) กระจายไปแสดงผลที่ทุกเครื่องที่เป็น ลูกข่าย (clients) ใน เครือข่าย (network)

ข้อเด่นของสื่อ online
1. สามารถถ่ายทอดและเผยแพร่สื่อโดยไร้พรมแดน
2. สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตลอด 
3. ประหยัดเวลาในการศึกษาสื่อ

ข้อด้อยของสื่อ online
1. การป้องกันข้อมูลจากการระเมิดสิทธิเป็นไปได้ยาก 
2. เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือต่ำบางสื่อไม่สามารถใช้ศึกษาเชิงวิชาการได้

หลักการใช้สื่อออนไลน์(Online)
           การใช้สื่อออนไลน์มีผลกระทบต่อทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผลกระทบในด้านใดถ้าเราใช้ไปในทางที่ดีผลกระทบมันก็จะเกิดประโยชน์ เกิดผลดีกับตัวเรา  แต่หากเราใช้ไปในทางที่ผิดผลกระทบที่ไม่ดีมันก็จะเกิดขึ้นกับตัวเราอีกเช่นกันซึ่งทุกคนคงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองเพราะฉะนั้นเราควรใช้สื่อออนไลน์ตามความจำเป็น และใช้ในทางที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ที่จะได้รับและตัวของคุณเอง
           คนอ่านไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ หรือต้องใช้เวลากับสิ่งหนึ่งนานๆ ดังนั้น เมื่อเข้ามาเพื่ออ่านข้อความสักหนึ่งข้อความ ผู้อ่านต้องการทราบโดยรวดเร็วว่า บทความหรือเนื้อหาที่นำเสนอเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องอะไรที่เขาจะอ่านในบทความได้บ้าง โดยลักษณะการอ่านก็คือ “การกวาดสายตา”

สื่อประเภทกิจกรรม

........เป็นสื่อการสอนที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนความหมายของสื่อการสอนประเภทกิจกรรมกิจกรรม หมายถึง การที่ผู้เรียนปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการเรียนรู้

.......สื่อการสอนประเภทกิจกรรม หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์หรือเรียนรู้เนื้อหาบทเรียนด้วยการ ดูการฟัง การสังเกต การทดลอง การสัมผัส จับต้องด้วยตนเอง รวมถึงการร่วมแสดงความคิดเห็น

........ประเภทของสื่อประเภทกิจกรรมการสาธิตการสาธิต คือ กระบวนการที่ผู้สอน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการแสดง หรือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างพร้อมๆ กับการบอก การอธิบาย ให้ผู้เรียนได้สังเกตและเรียนรู้ ผู้เรียนจเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอนการสาธิตนั้นๆ แล้วให้ผู้เรียนซักถาม อภิปรายและสรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการสาธิต ซึ่งทำให้การสอนแบบสาธิตมีคุณค่าหลายประการคุณค่าของการสาธิต

........การสาธิตเป็นสื่อมีคุณค่าต่อกระบวนการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียนดังนี้เป็นจุดรวมความสนใจของผลเรียนการสาธิตเหมาะกับการแสดงเนื้อหาที่เกี่ยวกับกระบวนการได้ดีการสาธิตเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนจึงมีส่วนร่วมอย่างจิงจังช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินสามารถใช้กับกระบวนการเรียนการสอนได้ทั้งวิชาที่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบประหยัดค่าใช้จ่าย ทุ่นเวลาประเภทของการสาธิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดการสาธิตวิธี คือ


........วิธีการแสดงวิธีทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมเห็นวิธีการเป็นขั้นตอนต่างๆการสาธิตผล คือ การแสดงให้เห็นผลจากการกระทำตามกระบวนการหรือขั้นตอนต่างๆ

........วัตถุประสงค์ในการสาธิต การสาธิตสามารถนำไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้เรียนทั้งในขั้นนำเข้าสู้บทเรียนเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ การสร้างประเด็นให้ผู้เรียนคิดหาทางแก้ปัญหาเพื่อสน้างความเข้าใจในเนื้อหา หลักการ และความคิดรวบยอดของบทเรียนทั้งในขั้นการสอนและการสรุปเนื้อหาบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆ

.......ขั้นตอนในการสาธิต ซึ่งมีวิธีการดำเนินงาน อยู่

........3ขั้นตอน คือ

........ การเตรียม การสาธิต

........ การประเมินผลขั้นการเตรียม เป็นขั้นรวบรวมเนื้อหา วัสดุอุปกรณ์

.........การซักซ้อมขั้นตอน การสาธิตก่อนลงมือสาธิตจริง การเตรียมที่ดีย่อมทำให้การสาธิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งมีขั้นตอนดังนี้กำหนดเป้าหมายของการสาธิตว่าจะให้ผู้เรียนเรียนรู้หรือได้รับ


..........ประโยชน์อะไรบ้างจากการสาธิตจัดสถานที่ที่จะสาธิตให้เรียบร้อยการสาธิตที่ดีมีประสิทธิภาพในการแสดงต้องเตรียมวัสดุที่จำเป็นให้พร้อมและจัดเรียงไว้ตามลำดับการใช้ทั้งก่อนและหลังการเตรียมความพร้อมใช้กับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ทดลองซักซ้อมขั้นตอนต่างๆ ให้เกิดความคล่องแคล่ววางแผนหาวิธีกระตุ้นเพื่อดึงดูดความสนใจผู้เรียนตลอดเวลาเตรียมเอกสารประกอบการสาธิตให้พร้อมขั้นการสาธิต เป็นขั้นการแสดงวิธีการหรือกระบวนการประกอบการรรยาย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

........อธิบายลำดับให้ผู้เรียนเข้าใจเสียก่อนขณะอธิบายครูควรใช้แผ่นภูมิหรือรูปภาพประกอบสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและติดตามโดยวิธีถามเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมขั้นการประเมินผล เมื่อการสาธิตเสร็จสิ้นลงควรทำการประเมินผลทันที อาจทำได้ 3 แบบ

..........1 ประเมินการเรียนของผู้เรียน

..........2 ประเมินผลการสอนของครูสาธิต

..........3. การจัดนิทรรศการการจัดนิทรรศการ คือ การนำเอาทัศนวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเช่น แผนภาพ รูปภาพ กราฟ วัสดุ 3มิติ


.............2.1 คุณค่าของนิทรรศการ สื่อนิทรรศการมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนคือ ช่วยรวมความคิดที่กระจัดกระจายมาสรุปเป็นความคิดรวบยอดได้ถูกต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการกระทำงานเป็นหมู่คณะ ฝึกความอดทน ความรับผิดชอบ

............2.2 ประเภทของนิทรรศการ นิทรรศการที่พบเห็นทั่วไปแบ่งได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ คือ

.............2.2.1 การจำแนกตามขนาดได้แก่ การจัดแสดง นิทรรศการ มหกรรม

.............2.2.2 การจำแนกตามวัตถุประสงค์ในการจัด

.............2.2.3 การจำแนกตามระยะเวลา

.............2.2.4 การจำแนกตามสถานที่


..........2.3 หลักการออกแบบนิทรรศการ ให้มีประสิทธิภาพสามารถดึงดูดความสนใจและให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ชมได้ควรยึดหลักการออกแบบดังนี้

..............2.3.1 ความเป็นเอกภพ หมายถึง การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ให้สอดคล้องเป็นอันหนึ้งอันเดียวกัน มีความกลมกลืนกันทั้งวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ วัสดุอุปกรณ์

..............2.3.2 ความสมดุล หมายถึง ลักษณะการจัดนิทรรศการให้มีสัดส่วนขององค์ประกอบเหมาะสม สวยงาม ก่อให้เกิดความรู้สึกสบาย


.............2.3.3 การเน้น เป็นการจัดสิ่งเร้าหรือองค์ประกอบให้โดดเด่นเฉพาะ เพื่อกระตุ้นความสนใจให้ผู้ชมสามารถรับรู้และเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์

...........2.4 เกณฑ์การพิจราณานิทรรศการ มีข้อพิจราณาดังนี้2.4.1 ต้องตระหนักว่านิทรรศการนั้น เป็นการจัดให้ผู้ชมดูไม่ใช่จัดให้อ่าน


............2.4.2 ต้องดูว่าสถานที่ที่จะจัดนิทรรศการนั้นเหมาะสมหรือไม่


............2.4.3 จุดหนึ่งหรือบริเวณหนึ่งที่จัดให้คนดูจะต้องมีจุดมุ่งหมายเดียว

...........2.4.4 ต้องทำสิ่งยากๆให้ดูง่าย


...........2.4.5 การใช้สีเป็นการกระตุ้นความรู้สึกของผู้ชมเป็นอย่างดี


...........2.4.6 ตัวหนังสือจะต้องอ่านง่าย


..........2.5 ขั้นตอนในการจัดนิทรรศการ


...........2.5.1 ขั้นการวางแผน


...........2.5.1.1 การตั้งวัตถุประสงค์

...........2.5.1.2 การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

...........2.5.1.3 การกำหนดเนื้อหา

...........2.5.1.4 การกำหนดสถานที่

...........2.5.1.5 การกำหนดเวลา

...........2.5.1.6 การตั้งงบประมาณ

...........2.5.1.7 การออกแบบนิทรรศการ

..........2.5.1.8 จัดเตรียมอุปกรณ์

..........2.5.1.9 การประชาสัมพันธ์

..........2.5.1.10 การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ


........2.5.2 ขั้นปฏิบัติการผลิตสื่อและการติดตั้ง

..........2.5.2.1 การจัดวางหรือติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตามที่วางแผนและออกแบบไว้ แต่สามารถปรับปรุงได้บ้างเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่จริง

..........2.5.2.2 การติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ทุกชิ้น ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง ต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายระหว่างการนำเสนอ

..........2.5.2.3 ควรป้องกันอันตรายอย่างรอบคอบจากวัสดุอุปกรณ์ที่มีคม


........2.5.3 ขั้นการนำเสมอ มีข้อควรปฏิบัติดังนี้

............2.5.3.1 ควรจัดพิธีกรให้คำแนะนำประจำกลุ่มเนื้อหาหรือกิจกรรมต่างๆเพื่อตอบข้อสงสัยผู้ชมระหว่างการชมนิทรรศการ

............2.5.3.2 ควรตรวจสอบเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

............2.5.3.3การประชาสัมพันธ์ภายในต้องใช้เสียงพอเหมาะกับจำนวนผู้ชมและบริเวณงาน

............2.5.3.4ควรให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเต็มใจ

............2.5.3.5ขณะจัดแสดงอาจต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ้างเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง

.........2.5.4 ขั้นการประเมินผล เป็นขั้นตืดตามคุณภาพและประสิทธิภาพในการจัดนิทรรศการแต่ละครั้ง


........3. ประสบการณ์นาฏการประสบการณ์นาฎการ หมายถึง ประสบการณ์ที่ใช้แทนประสบการณ์จริง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องเหมือนกับประสบการณ์จริงทุกประการ หรือเลียนแบบจากประสบการณ์จริงทุกอย่างไปก็หาไม่

.........4.การใช้ชุมชนเพื่อศึกษาการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา หมายถึง การใช้แหล่งวิชาการและสภาพแวดล้อมของชุมชนให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ประโยชน์ของการใช้ชุมนุมเพื่อการศึกษา การใช้ชุมชนศึกษามีประโยชน์ต่อการเรียนรู้หลายประการดังนี้ทำให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมและรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำความรู้จากห้องเรียนไปใช้ชีวิตจริงๆ เป็นการเชื่อมโยงสภาพการณ์ในห้องเรียนกับสภาพความเป็นจริงแหล่งวิชาการในชุมชน ช่วยขยายความรู้เพิ่มเติมจากที่ครูสอนในหลักสูตรให้สมบูรณ์ขึ้นแหล่งวิชาการในชุมชนมีมากอยู่แล้วทั้งสถานที่ และบุคคล ถ้าครูเลือกและนำมาใช้ให้เหมาะสมก็จะได้ผลคุ้มค่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้พบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เร้าความสนใจและเพิ่มพูนความเข้าใจฝึกการทำงานร่วมกันอย่างมีมนุษย์สัมพันธ์ สร้างนิสัยช่างซักถาม สังเกตพิจารณา ฝึกความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย การตรงต่อเวลาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะการใช้ภาษาด้านการฟัง การพูด การเขียน การคิดคำนวณ เป็นเหตุเป็นผลเชิงคณิตศาสตร์ และการคิดเหตุผลเชิง ศิลปะปรัชญาเป็นวิธีแก้ปัญหาครูขาดความรู้ความชำนาญบางสาขาในชุมชน ทั้งยังเป็นการสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษาและชุมชนแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ในชุมชน แหล่งทรัพยากรเรียนรู้ในชุมชนมีหลายประเภท กล่าวโดยสรุป คือบุคลากร ได้แก่บุคคลผู้มความรู้ความสามารถและประสบการณ์โดยตรงในสาขาอาชีพต่างๆสถานที่วัสดุอุปกรณ์กิจกรรมของชุมชนวิธีการใช้ชุมชนเพื่อการศึกษา


........4.1 การศึกษาภายในโรงเรียน

........4.2 การศึกษาในชุมชนใกล้โรงเรียน

........4.3 การเชิญวิทยากรในท้องถิ่นมาบรรยาย

........4.4 การไปทัศนาศึกษานอกสถานที่


...........5. สถานการณ์จำลองการจัดสถานการณ์จำลองเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนที่จะออกไปเผชิญกับปัญหาจริง ๆ เช่น การเตรียมนักศึกษาฝึกสอน ก่อนที่จะออกไปสอนต้องได้รับการฝึกฝนด้านวิชาการสอน วิธีฝึกทักษะอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีคือการฝึกจากสถานการณ์จำลอง

...........5.1 การใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน ลำดับขั้นในการใช้สถานการณ์จำลองในการสอน ครูอาจทำได้ดังนี้

............5.1.1 ผู้สอนเสนอสถานการณ์ที่ทำให้เกิดปัญญา

............5.1.2 ผู้เรียนศึกษาปัญหารวบรวมข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจและแก้ปัญหาตามขั้นตอน

............5.1.3 แต่ละกลุ่มเสนอวิธีการแก้ปัญหาของตนต่อชั้นเรียน

............5.1.4 ผู้สอนผู้เรียนช่วยกันประเมินค่าโดยพิจารณาเหตุผลว่าวิธีการใดดีและมีเหตุผลที่ดีที่สุด

.......5.2 ขบวนการแก้ปัญหาในสถานการณ์จำลอง แ นวทางในการแก้ปัญหา สาเหตุของปัญหา รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ ตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่มีเหตุผลดีที่สุด

.......5.3 คุณค่าของการใช้สถานการณ์จำลองในการเรียนการสอน การใช้ประสบการณ์จำลองในการเรียนการสอน

.........5.3.1 เป็นการให้โอกาสผู้เรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆ

.........5.3.2 ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนสูงมาก เกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้

.........5.3.3 สามารถจัดประสบการณ์ที่เพิ่มประสิทธิภาพความจำได้ดี สามารถถ่ายทอดสิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

.........5.3.4 สามารถจัดทดลองจริงได้ตามสมมติฐาน

.........5.3.5 ควบคุมเวลาเวลาในการเรียนรู้ได้ดี

.......6. การศึกษานอกสถานที่การศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา หมายถึง กิจกรรมที่พาผู้เรียนออกไปหาประการณ์นอกห้องเรียน เพื่อให้เกิดการเรียนที่สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนเป็นสำคัญ

..........6.1 คุณค่าของการศึกษานอกสถานการณ์ คุณค่าที่มีต่อผู้เรียนช่วยให้ผู้มีประการณ์ตรง ทำให้บทเรียนมีความหมายยิ่งขึ้น

..........6.2 ขั้นการเตรียมหรือการวางแผน ก่อนออกไปนอสถานการณ์ที่จะต้องเตรียมหรือวางแผน

...........6.2.1 การเตรียมสำหรับครู โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ให้สอสดคล้องกับบทเรียน

..........6.2.2 การเตรียมสำหรับผู้เรียน โดยวัตถุประสงค์ว่าต้องการเรียนรู้จากการไปทัศนศึกษา

.........6.2.3 ขั้นดำเนินกิจกรรม ในขั้นตอนปฎิบัติตามแผนที่กำหนด

........6.2.4 ขั้นประเมินผลหรือติดตามผล เมื่อกลับจากการศึกษานอกสถานที่สิ่งที่ต้องทำคือการจัดกิจกรรมประเมินผล

.........7. กระบวนการกลุ่มการจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มหรือกลุ่มสัมพันธ์เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับความรู้จากการลงมือร่วมกันปฎิบัติเป็นกลุ่ม

.........7.1 การจัดการเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม หลักการสอนตามทฤษฎีกลุ่มสัมพันธ์แบ่งออกเป็นหลักการใหญ่ๆ 5 ข้อ

...........7.1.1 ตั้งจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน กระบวนการเรียนการสอนแต่ละวิชา

...........7.1.2 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ คือการจัดกิจกรรมเพื่อให้สนองตามจุดมุ่งหมายในการจัดกิจกรรม

...........7.1.3 การให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ประสบการณ์การเรียนร่วมกัน ในขั้นนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะได้วิเคราะห์ถึงสิ่งที่กระทำลงไป

..........7.1.4 การส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้เมื่อผู้เรียนได้แนวคิดที่ถูกต้องแล้ว

..........7.1.5 การประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายของการเรียนการสอนแบบกิจกรรมกลุ่มวิธีการประเมินผล

........7.2 ข้อดีและข้อกัดของกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มมีข้อดีและข้อจำกัด
 
 
ข้อเด่นของสื่อกิจกรรม
        1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำาหนดวัตถุประสงค์การทำากิจกรรม และประเมินผลกิจกรรม
        2. ผู้เรียนไดูฝึกฝนพฤติกรรมการเรียนทั้งทางด้านความรู้ เจตคติ และทักษะผสมผสานกันเป็นบรรณาการอย่างเป็นระบบ
        3. มีลักษณะของการกระทำาเด่นชัดด้วยการกำหนดคำที่แสดงถึงการกระทำไว้ด้วยทุกครั้ง
        4. กำหนดเงื่อนไขสำหรับประกอบกิจกรรมไว้ชัดเจน สามารถ วัดผล และสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนได้
        5. มีเกณฑ์หรือมาตรฐานในการดำเนินกิจกรรม กำหนด พฤติกรรมที่ถือเป็นระดับตำ่สุดที่พึงพอใจ
        6. ใช้เวลาพอเหมาะที่ผู้เรียนจะสามารถดำเนินกิจกรรมให้ ประสบผลสำเร็จ และก่อให้เกิดความภาคภ้มิใจได้
       
 
     ข้อด่อยของสื่อกิจกรรม 
        1. ใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมาก
        2. ใช้ทรัพยากรในการจัดกิจกรรมมาก
        3. ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมมาก
        4. ใช้ผู้จัดกิจกรรมจำนวนมาก
 

สื่อสิ่งพิมพ์

………“สื่อสิ่งพิมพ์” จึงมีความหมายว่า “สิ่งที่พิมพ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระดาษหรือวัตถุใด ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ อันเกิดเป็นชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือน ต้นฉบับขึ้นหลายสำเนาในปริมาณมากเพื่อเป็นสิ่งที่ทำการติดต่อ หรือชักนำให้บุคคลอื่นได้เห็นหรือทราบ ข้อความต่าง ๆ”ประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ- หนังสือสารคดี ตำรา แบบเรียน เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่แสดงเนื้อหาวิชาการในศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อสื่อให้ผู้อ่าน เข้าใจความหมาย ด้วยความรู้ที่เป็นจริง จึงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นความรู้อย่างถูกต้อง- หนังสือบันเทิงคดี เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยใช้เรื่องราวสมมติ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับควา เพลิดเพลิน สนุกสนาน มักมีขนาดเล็ก เรียกว่า หนังสือฉบับกระเป๋า หรือ Pocket Book ได้สื่อสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร- หนังสือพิมพ์ (Newspapers) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยนำเสนอเรื่องราว ข่าวสารภาพและความคิดเห็น ในลักษณะของแผ่นพิมพ์ แผ่นใหญ่ ที่ใช้วิธีการพับรวมกัน ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดนี้ ได้พิมพ์ออกเผยแพร่ทั้งลักษณะ หนังสือพิมพ์รายวัน, รายสัปดาห์ และรายเดือน- วารสาร, นิตยสาร เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยนำเสนอสาระ ข่าว ความบันเทิง ที่มีรูปแบบการนำเสนอ ที่โดดเด่น สะดุดตา และสร้างความสนใจให้กับผู้อ่าน ทั้งนี้การผลิตนั้น มีการ กำหนดระยะเวลาการออกเผยแพร่ที่แน่นอน ทั้งลักษณะวารสาร, นิตยสารรายปักษ์ (15 วัน) และ รายเดือน- จุลสาร เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นแบบไม่มุ่งหวังผลกำไร เป็นแบบให้เปล่าโดยให้ผู้อ่านได้ศึกษาหาความรู้ มีกำหนดการออกเผยแพร่เป็นครั้ง ๆ หรือลำดับต่าง ๆ ในวาระพิเศษ- สิ่งพิมพ์โฆษณา- โบร์ชัวร์ (Brochure) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นสมุดเล่มเล็ก ๆ เย็บติดกันเป็นเล่มจำนวน 8 หน้าเป็น อย่างน้อย มีปกหน้าและปกหลัง ซึ่งในการแสดงเนื้อหาจะเกี่ยวกับโฆษณาสินค้า- ใบปลิว (Leaflet, Handbill) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ใบเดียว ที่เน้นการประกาศหรือโฆษณา มักมีขนาด A4 เพื่อง่ายในการแจกจ่าย ลักษณะการแสดงเนื้อหาเป็นข้อความที่ผู้อ่าน อ่านแล้วเข้าใจง่าย- แผ่นพับ (Folder) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตโดยเน้นการนำเสนอเนื้อหา ซึ่งเนื้อหาที่นำเสนอนั้นเป็นเนื้อหา ที่สรุปใจความสำคัญ ลักษณะมีการพับเป็นรูปเล่มต่าง ๆ- ใบปิด (Poster) เป็นสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณา โดยใช้ปิดตามสถานที่ต่าง ๆ มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งเน้นการนำเสนออย่างโดดเด่น ดึงดูดความสนใจสิ่งพิมพ์เพื่อการบรรจุภัณฑ์เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการห่อหุ้มผลิตภัณฑ์การค้าต่าง ๆ แยกเป็นสิ่งพิมพ์หลัก ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่ใช้ปิดรอบขวด หรือ กระป๋องผลิตภัณฑ์การค้า สิ่งพิมพ์รอง ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่เป็นกล่องบรรจุ หรือลังสิ่งพิมพ์มีค่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นการนำไปใช้เป็นหลักฐานสำคัญต่าง ๆ ซึ่งเป็นกำหนดตามกฎหมาย เช่น ธนาณัติ, บัตรเครดิต, เช็คธนาคาร, ตั๋วแลกเงิน, หนังสือเดินทาง, โฉนด เป็นต้นสิ่งพิมพ์ลักษณะพิเศษเป็นสื่อสิ่งพิมพ์มีการผลิตขึ้นตามลักษณะพิเศษแล้วแต่การใช้งาน ได้แก่ นามบัตร, บัตรอวยพร, ปฎิทิน,บัตรเชิญ,ใบส่งของ,ใบเสร็จรับเงิน,สิ่งพิมพ์บนแก้ว ,สิ่งพิมพ์บนผ้า เป็นต้นสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้งานในคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ได้แก่ Document Formats, E-book for Palm/PDA เป็นต้นบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์มีบทบาท ดังต่อไปนี้
1. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์มีความสำคัญในด้านการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สาระ และความบันเทิง ซึ่งเมื่องานสื่อมวลชนต้องเผยแพร่ จึงต้องผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์, วารสาร, นิตยสาร เป็นต้น
2. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในสถานศึกษา สื่อสิ่งพิมพ์ถูกนำไปใช้ในสถานศึกษาโดยทั่วไป ซึ่งทำให้ผู้เรียน ผู้สอนเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น เช่น หนังสือ ตำรา แบบเรียน แบบฝึกหัดสามารถพัฒนาได้เป็นเนื้อหาในระบบ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้
3. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานด้านธุรกิจ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ถูกนำไปใช้ในงานธุรกิจประเภทต่าง ๆ เช่น งานโฆษณา ได้แก่ การผลิต หัวจดหมาย/ซองจดหมาย, ใบเสร็จรับเงิน/ใบส่งของ, โฆษณาหน้าเดียว, นามบัตร เป็นต้น
4. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในงานธนาคารงานด้านการธนาคาร ซึ่งรวมถึง งานการเงินและงานที่เกี่ยวกับ หลักฐานทางกฎหมาย ได้นำสื่อสิ่งพิมพ์หลาย ๆ ประเภทมาใช้ในการดำเนินงาน เช่น ใบนำฝาก, ใบถอน, ธนบัตร, เช็คธนาคาร, ตั๋วแลกเงิน และหนังสือเดินทาง
5. บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีก สื่อสิ่งพิมพ์ที่ทางห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้า ปลีกใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ใบปิดโฆษณาต่าง ๆ ใบปลิว, แผ่นพับ, จุลสาร


ข้อเด่นของสื่อสิ่งพิมพ์
        การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ ค่าใช้จ่ายถูกกว่าสื่อชนิดอื่น และ เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือจากคนทั่วไป สามารถเก็บรักษาได้นานพอสมควร เป็นต้น
 
    ข้อด่อยของสื่อสิ่งพิมพ์
       มีข้อจำกัดในด้านเวลาในการนำเสนข้อมูล คือ อาจจะเป็นข้อมูลเก่าไปแล้วในอีกไม่กี่ชั่วโมง และการดึงดูดความสนใจแก่ผู้พบเห็นมีน้อย ถ้าผู้ออกแบบไม่ออกแบบให้เด่น เป็นต้น
 
    หลักการใช้สื่อสิ่งพิมพ์
        ส่วนมากจะนำไปใช้ในการโฆษณาต่างๆ หรือให้ข้อมูลข่าวสารวันต่อวัน เช่น หนังสื่อพิมพ์ นิตยสาร แผ่นพับ ใบปริว แต่ ยังมีสื่อสิ่งพิมพ์อีกชนิดหนึ่งที่แต่ต่างออกไป คือ หนังสื่อเป็นการนำข้อมูลทางวิชาการและบัณทึกความรู้ต่างๆเก็บไว้เพื่อให้คนยุคต่อๆไปได้มาค้นคว้าหาความรู้ได้ในอนาคต เป็นต้น

สื่อประเภทเสียง

สื่อประเภทเสียง

ความหมายและธรรมชาติของเสียง


เสียง ในภาษาอังกฤษมีใช้กันอยู่หลายคำ ถ้าเป็นเสียงทั่ว ๆ ไป จะเรียกว่าซาวด์ (Sound) ถ้าหมายถึงวิชาที่เกี่ยวกับเรื่องเสียงจะเรียกว่าอะคูสติก (Acoustic) ส่วนเสียงรบกวนจะเรียกว่า นอยส์ (Noise) เป็นต้น
เสียง เกิดจากการสั่นสะเทือนของมวลอากาศ ซึ่งกระทำโดยแหล่งกำเนิดเสียงนั้น ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเกิดจากการสั่นของวัตถุซึ่งการสั่นนี้จะถูกส่งไปในรูปของคลื่นตามยาวในลักษณะส่วนอัดและส่วนขยายผ่านตัวกลาง ทำให้ประสาทรับเสียงเกิดการได้ยิน
ดังนั้นธรรมชาติของเสียงจะมีลักษณะเป็นรูปคลื่นซึ่งช่วงคลื่นที่มนุษย์ได้ยิน คือช่วง 20 เฮิร์ตซ์ (Hertz = Hz) ถึง 20,000 Hz เท่านั้น และบางคนจะสามารถได้ยินความถี่สูงที่ต่ำกว่า 20,000 Hz คือ ช่วงความถี่ไม่เกิน 16,000 Hz ด้วยเหตุนี้ระบบการขยายเสียงที่ขยายความถี่เสียงนอกเหนือจากช่วงความถี่ 20 Hz-20,000 Hz จึงเป็นสิ่งไม่จำเป็นใด ๆ นอกจากนี้ยังเกิดผลเสียมากกว่าอีกด้วย

ข้อดีของสื่อประเภทเสียง

1. มีความรวดเร็วในการส่งข่าวสารและข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างไกลเพียงใดก็ตาม
2. ใช้สอนได้หลายวิชา หลายระดับชั้น นับว่าช่วยการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง
3. สามารถสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้น ๆ
4. มีกำลังหรือพลังที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดทัศนคติที่ต้องการได้
5. สามารถสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลได้
6. มีราคาถูก
ข้อจำกัดของวิทยุ
1. เป็นสื่อที่ให้การรับรู้ทางหูอย่างเดียว ซึ่งในบางอย่างผู้ฟังอาจจะเข้าใจยาก
2. เป็นสื่อทางเดียว ผู้ฟังไม่สามารถถามตอบได้ นอกจากฟังเพียงอย่างเดียว


ข้อเด่นของเสียง
        เสียงเกิดได้กับทุกๆวัตถุที่มีมวล โดยการสั่นสะเทือนของวัตถุและถ่ายโอนพลังงานให้แก่อนุภาค
 
    ข้อด่อยของเสียง
        เสียงเดินทางโดยกระจายเป็นวงกลม และมีขอจำกัดในการเดินทาง ข้อจำกัดนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุที่เสียงเดินทาง ว่ามีมวลน้อยหรือมากและช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับวัตถุนั้นๆ
 
    หลักการใช้สื่อเสียง
        โดยส่วนมากเสียงที่ใช้จะเป็นการสื่อสารระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิต ให้รู้ถึงความหมายที่จะสื่อถึงกัน แต่มนุษย์ได้พัฒนาสื่อเสียงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดนการใช้อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิคต่างๆมาช่วยในการกระจายเสียให้ได้ยินไกลขึ้น หรือได้ยินในหมูคนจำนวนมาก และยังนำไปใช้อีหหลายๆด้าน เช่น การวัดความลึกของน้ำ โดยหลักการสะท้อนของเสียงและคำนวณออกมาเป็นระยะได้ เป็นต้น